ในตลอดช่วงชีวิตของคนเรา ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับส้มตำครับ ที่เปรียบแบบนี้ก็เพราะว่า ส้มตำกว่าจะถูกยกใส่จานมาให้เราได้กิน แซบๆ จากลูกโตๆ ก็ถูกสับให้เป็นเส้นเล็ก และนำมาตำในครก ใส่เครื่องปรุงต่างๆ นาๆ
เพื่อให้เกิดความเข้มข้นของรสชาดที่อร่อยๆ
บางครั้งก็ถูกปรุงให้เปรี้ยวบ้าง
เค็มบ้าง หวานบ้าง ก็แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนชอบ
ลองมามองดูชีวิตของเราบ้าง
ก็ไม่ต่างอะไรกับส้มตำ เพราะว่า
ตั้งแต่เกิดจนตายมีหลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต
กว่าจะผ่านได้ในแต่ละวันก็เจอกับการปรุงรสจากบุคคลรอบข้าง จากกิจกรรมต่างๆ ทำให้ชีวิตของแต่ละคนนั้นมีสีสันต่างๆ นานา อาจจะแปลกบ้าง สุขบ้าง
ทุกข์บ้าง ยิ้มบ้าง เครียดบ้าง
ก็ว่ากันไป
สุขไปใครก็อยากจะได้
อยากจะมีอยู่ในชีวิต
แต่ถ้าพูดถึงความทุกข์บ้าง
อุปสรรค์บ้าง
จะมีใครที่อยากจะรับเข้ามาในชีวิต
ไม่มีใครอยากจะได้หรอกครับ
แต่จะมีใครหล่ะที่เลือกได้ว่าอยากได้ชีวิตแบบที่ใจตนเองต้องการ บางคนก็หลีกหนีชีวิตที่วุ่นวาย ชีวิตที่ดิ้นรนท่ามกลางหมู่คน ไปมีชีวิตส่วนตัวที่เป็นของตัวเอง
บางคนไม่อยากเจอความทุกข์หรืออุปสรรค์ที่กำลังรออยู่ตรงหน้าก็เตรียมตั้งท่าจะเพ่นหนีมัน แบบนี้ชีวิตจะมีรสชาติได้อย่างไร สู้สู้ต่อไปครับ มันอาจเป็นเพียงคำที่เป็นนามธรรม แต่จะสรรหาคำใดหล่ะมาปลอบใจตัวเอง ทั้งหมดนี้ผมอยากบอกว่า ยอมให้ชีวิตตัวเองเป็นส้มตำบ้างก็ดีครับ ยอมให้คนอื่นปรุงแต่งชีวิตของเราบ้าง เพื่อคนอื่นจะได้ลิ้มรสแล้วเข้าใจชีวิตของเรา แต่ทั้งหมดนี้ก็ฝากทุกอย่างไว้กับพระครับ ให้พระเป็นคนนำทางชีวิตของเรา ก้าวต่อไป ตราบใดที่ชีวิต ยังมีพระเป็นเป้าหมาย



ใช่ครับ ชีวิตของเราต้องมีการปรุงแต่งอยู่เสมอ เพื่อชวิตเราจะได้มีรสชาติและเป็นรสชาติที่ดีในการมอบความรักให้กับบุคคลที่อยู่รอบข้าง....
ตอบลบ