วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เงื่อนไขชีวิต

เงื่อนไขของชีวิต
ความสุขที่ได้จากการเสพวัตถุสิ่งของ ยศลาภ และสิ่งที่สังคมสรรเสริญเป็นเงื่อนไขของการประสบความสำเร็จในชีวิตจริงหรือ?
เราต้องได้ ต้องมี สิ่งเหล่านั้นก่อนจริงหรือ? 
       เมื่อโลกของวัตถุนิยม  บริโภคนิยมเข้ามามีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของคนเรา  ทำให้เราอยากมีอยากได้  นำมาซึ่งการดิ้นรนหามาสนองกิเลสของตนเอง    ถึงแม้จะทุกข์ยากลำบากหรือว่าเสี่ยงอันตรายมากน้อยเพียงใดก็ยอม        เพียงเพราะเงื่อนไขที่ว่า  ความสุขที่จะรออยู่ด้านหน้า    กับการมีการได้ครอบครอง   และชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  บางครั้งเงื่อนไขที่เราตั้งไว้เพื่อตัวของเราเองนั้น   อาจจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขเพื่อผูกมัดคนอื่น    หรือไม่ก็ยอมให้คนอื่นสร้างเงื่อนไขให้เราทำตามสิ่งที่เขาวางไว้   ตัวเรายอมมอบสิทธิ์ให้คนอื่นวางกรอบวางระเบียบให้กับตัวเรา    ยอมทำตามเงื่อนไขที่เขาต้องการ  
       เงื่อนไขของพระเยซูเจ้าที่เราควรเอาแบบอย่าง
“ท่านปรารถนาให้เพื่อนพี่น้องทำกับท่านอย่างไร    ท่านก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด” ( มธ.7:12 )
     สำหรับผมเองแล้ว  นี้ก็เป็นเงื่อนไขที่ตัวผมเองสร้างขึ้นมาใช้กับคนอื่น  เป็นเงื่อนไขที่ฟังดูง่ายมาก  แต่เมื่อมาปฏิบัติแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่ท้าทายพอสมควร  ฉะนั้น  สิ่งที่ผมพอจะทำได้มากที่สุดคือ  การดำเนินชีวิตเป็นสามเณรอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข  ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากมาย  ไม่พยายามสร้างเงื่อนไขให้มันเป็นเส้นขีดแบ่งความสัมพันธ์เรากับเพื่อนให้ดูห่างเหิน  ต่างคนต่างก็ช่วยเหลือกันไปในยามที่เพื่อนเจอกับอุปสรรคเจอกับความท้อแท้ใจ 


      ฉะนั้น  อย่าสร้างเงื่อนไขของเราที่ไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพของความสุขคนอื่น  มิฉะนั้นแล้ว  เขาก็จะสร้างเงื่อนไขของเขาให้กับเรา

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“เปลี่ยนเวลาวิกฤติให้เป็นโอกาสของชีวิตได้เรียนรู้ซะบ้าง”

“เปลี่ยนเวลาวิกฤติให้เป็นโอกาสของชีวิตได้เรียนรู้ซะบ้าง”
    ในตลอดช่วงชีวิตของคนเรา   ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับส้มตำครับ  ที่เปรียบแบบนี้ก็เพราะว่า  ส้มตำกว่าจะถูกยกใส่จานมาให้เราได้กิน แซบๆ  จากลูกโตๆ ก็ถูกสับให้เป็นเส้นเล็ก  และนำมาตำในครก ใส่เครื่องปรุงต่างๆ นาๆ เพื่อให้เกิดความเข้มข้นของรสชาดที่อร่อยๆ  บางครั้งก็ถูกปรุงให้เปรี้ยวบ้าง  เค็มบ้าง  หวานบ้าง  ก็แตกต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนชอบ 
                                                   

          ลองมามองดูชีวิตของเราบ้าง ก็ไม่ต่างอะไรกับส้มตำ เพราะว่า ตั้งแต่เกิดจนตายมีหลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต  กว่าจะผ่านได้ในแต่ละวันก็เจอกับการปรุงรสจากบุคคลรอบข้าง  จากกิจกรรมต่างๆ  ทำให้ชีวิตของแต่ละคนนั้นมีสีสันต่างๆ  นานา  อาจจะแปลกบ้าง  สุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ยิ้มบ้าง  เครียดบ้าง  ก็ว่ากันไป  สุขไปใครก็อยากจะได้  อยากจะมีอยู่ในชีวิต  แต่ถ้าพูดถึงความทุกข์บ้าง  อุปสรรค์บ้าง  จะมีใครที่อยากจะรับเข้ามาในชีวิต  ไม่มีใครอยากจะได้หรอกครับ   แต่จะมีใครหล่ะที่เลือกได้ว่าอยากได้ชีวิตแบบที่ใจตนเองต้องการ  บางคนก็หลีกหนีชีวิตที่วุ่นวาย  ชีวิตที่ดิ้นรนท่ามกลางหมู่คน  ไปมีชีวิตส่วนตัวที่เป็นของตัวเอง  บางคนไม่อยากเจอความทุกข์หรืออุปสรรค์ที่กำลังรออยู่ตรงหน้าก็เตรียมตั้งท่าจะเพ่นหนีมัน  แบบนี้ชีวิตจะมีรสชาติได้อย่างไร  สู้สู้ต่อไปครับ   มันอาจเป็นเพียงคำที่เป็นนามธรรม  แต่จะสรรหาคำใดหล่ะมาปลอบใจตัวเอง  ทั้งหมดนี้ผมอยากบอกว่า  ยอมให้ชีวิตตัวเองเป็นส้มตำบ้างก็ดีครับ    ยอมให้คนอื่นปรุงแต่งชีวิตของเราบ้าง  เพื่อคนอื่นจะได้ลิ้มรสแล้วเข้าใจชีวิตของเรา   แต่ทั้งหมดนี้ก็ฝากทุกอย่างไว้กับพระครับ  ให้พระเป็นคนนำทางชีวิตของเรา   ก้าวต่อไป  ตราบใดที่ชีวิต  ยังมีพระเป็นเป้าหมาย